แฟ้มสะสมงาน



                                            แฟ้มสะสมงาน
                                           
                                     วันที่12/06/2560 
สัปดาห์ที่1


1. เนื้อหา/กิจกรรม ที่ทำในสัปดาห์นั้นๆ
 
     1.1  ความหมายของวัฒธรรม
วัฒนธรรม หมายถึง   เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น การจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้มนุษย์ต้องรู้จักควบคุมความประพฤติของมนุษย์ด้วยกัน และมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเพื่อความเจริญงอกงาม และสืบต่อกันมา
     2.1 ความหมายของนวัตกรรม
นวัตกรรม หมายถึง การมีความคิด และปฏิบัติสิ่งใหม่ๆ หรือการนำของเดิมมาพัฒนาดัดแปลง ให้ทันสมัยและมีผลดียิ่งขึ้น และทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
    3.1 ความหมายของ "กลุ่ม"และ "ทีม"
"กลุ่ม" (Group) คือ การรวมตัวกันของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เมื่อใดที่มีการรวมตัวกัน กลุ่มย่อมเกิดขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่การรวมตัวกันเกิดจากความเหมือนกันในด้านต่างๆ เช่น ความสนใจ อุปนิสัย หรือด้วยเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน อาจมีเป้าหมายเฉพาะหรือไม่มีก็ได้
"ทีม"  หมายถึง  การรวมตัวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ผูกพันกัน มีจุดมุ่งหมาย เป้าหมายเดียวกันและต้องเป็นเป้าหมายที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์
    4.1ความแตกต่างระหว่างคำว่า "กลุ่ม" และ "ทีม"
 การทำงานเป็นกลุ่ม คือการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของแต่ล่ะคน แล้วนำมาตัดสินใจ ลงไปในผลงาน ส่วนการทำงานเป็นทีมคือการนำผลงานทั้งหมดของทีมจะได้ผลงานที่มากกว่าของแต่ล่ะคน

2. ทักษะที่ได้/ความรู้ที่ได้
  1.ทักษะการสร้าง blogger ด้วยตัวเอง
  2. ทักษะการค้นหาความหมายของแต่ละคำ โดยที่มามีความหลากหลาย
  3. ทักษะการนำข้อมูลที่ได้จากต่างที่มา นำมาสรุปตามความเข้าใจของเรา
  4. ทราบถึงความหมายของวัฒนธรรม  นวัตกรรม กลุ่ม ทีม ความแตกต่างระหว่าง กลุ่ม และ ทีม
  5.มีความรับผิดชอบต่อตนเอง

3. ภาพ/วิดิโอประกอบ



    4.สรุป

         จากการทำกิจกรรมการเรียนในสัปดาห์ที่1 วันที่ 12เดือนมิถุนายน 2560 ได้ความรู้และทักษะหลายด้าน ได้แก่
 1.ทักษะการสร้าง blogger ด้วยตัวเอง
 2. ทักษะการค้นหาความหมายของแต่ละคำ โดยที่มามีความหลากหลาย
 3. ทักษะการนำข้อมูลที่ได้จากต่างที่มา นำมาสรุปตามความเข้าใจของเรา
 4. ทราบถึงความหมายของวัฒนธรรม  นวัตกรรม กลุ่ม ทีม ความแตกต่างระหว่าง กลุ่ม และ ทีม
 5.การมีความรับผิดชอบ
และทราบถึงเนื้อหาเพิ่มเติม นั่นคือ 
    วัฒนธรรม หมายถึง   เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น การจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้มนุษย์ต้องรู้จักควบคุมความประพฤติของมนุษย์ด้วยกัน และมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเพื่อความเจริญงอกงาม และสืบต่อกันมา
    นวัตกรรม หมายถึง การมีความคิด และปฏิบัติสิ่งใหม่ๆ หรือการนำของเดิมมาพัฒนาดัดแปลง ให้ทันสมัยและมีผลดียิ่งขึ้น และทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
    ความหมายของ "กลุ่ม"และ "ทีม"
        "กลุ่ม" (Group) คือ การรวมตัวกันของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เมื่อใดที่มีการรวมตัวกัน กลุ่มย่อมเกิดขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่การรวมตัวกันเกิดจากความเหมือนกันในด้านต่างๆ เช่น ความสนใจ อุปนิสัย หรือด้วยเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน อาจมีเป้าหมายเฉพาะหรือไม่มีก็ได้
        "ทีม"  หมายถึง  การรวมตัวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ผูกพันกัน มีจุดมุ่งหมาย เป้าหมายเดียวกันและต้องเป็นเป้าหมายที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ 
       ความแตกต่างระหว่างคำว่า "กลุ่ม" และ "ทีม"   
 การทำงานเป็นกลุ่ม คือการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของแต่ล่ะคน แล้วนำมาตัดสินใจ ลงไปในผลงาน ส่วนการทำงานเป็นทีมคือการนำผลงานทั้งหมดของทีมจะได้ผลงานที่มากกว่าของแต่ล่ะคน 
แฟ้มสะสมงาน
วันที่19มิถุนายน 2560
(สัปดาห์ที่2)
1)เนื้อหา/กิจกรรมที่ทำในสัปดาห์นั้นๆ
           นักศึกษารวบรวมความหมาย ลักษณะ ความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรม จากแหล่งข้อมูล10แหล่ง จากที่อาจารย์สืบค้นมาให้ ทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลแต่ละที่มาที่ต่างกัน แล้วนำมารวบรวมเป็นความหมาย ตามความเข้าใจของนักศึกษา นั่นคือ
  ภาษา หมายถึง ถ้อยคำที่มนุษย์ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายระหว่างบุคคล
  ลักษณะ คือ 1. ใช้เสียงสื่อความหมาย
                      2. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
                      3. ภาษาทั่วโลกมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน
ความสำคัญ คือ 1. ภาษาช่วยดำรงสังคม
                          2.ภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล
                          3.ช่วยให้มนุษย์พัฒนา
                          4.ช่วยกำหนดอนาคต
                          5.ช่วยจรรโลงใจ
วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการเรียนรู้ ใช้ในการควบคุมพฤติกรรมและการดำรงชีวิตเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม
ลักษณะ คือ 1. เกิดจากการเรียนรู้
                     2.เป็นมรดกทางสังคม
                     3.เป็นแบบแผนการดำรงชีวิต
ความสำคัญ  คือ 1.เป็นตัวกำหนดปัจจัย 4
                           2.แสดงให้เห็นความแตกต่างของแต่ล่ะบุคคล
                           3.ทำให้เห็นความแตกต่างของคนและสัตว์
 แล้วนำมาสรุปเป็นแผนผังมโนทศน์ พร้อมอัดคลิปอธิบาย

2)ทักษะที่ได้/ความรู้ที่ได้

1.ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการใช้เหตุผลเพื่อรวบรวมข้อมูล
2.มีความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบแผนผังมโนทัศน์
3.ทักษะการนำเสนอข้อมูล

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ



4)สรุป

           จากกิจกรรมการรวบรวมความหมาย ลักษณะ ความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรม จากแหล่งข้อมูล10แหล่ง จากที่อาจารย์สืบค้นมาให้ ทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลแต่ละที่มาที่ต่างกัน แล้วนำมารวบรวมเป็นความหมาย ตามความเข้าใจของนักศึกษา
ภาษา หมายถึง ถ้อยคำที่มนุษย์ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายระหว่างบุคคล
  ลักษณะ คือ 1. ใช้เสียงสื่อความหมาย
                      2. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
                      3. ภาษาทั่วโลกมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน
ความสำคัญ คือ 1. ภาษาช่วยดำรงสังคม
                          2.ภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล
                          3.ช่วยให้มนุษย์พัฒนา
                          4.ช่วยกำหนดอนาคต
                          5.ช่วยจรรโลงใจ
วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการเรียนรู้ ใช้ในการควบคุมพฤติกรรมและการดำรงชีวิตเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม
ลักษณะ คือ 1. เกิดจากการเรียนรู้
                     2.เป็นมรดกทางสังคม
                     3.เป็นแบบแผนการดำรงชีวิต
ความสำคัญ  คือ 1.เป็นตัวกำหนดปัจจัย 4
                           2.แสดงให้เห็นความแตกต่างของแต่ล่ะบุคคล
                           3.ทำให้เห็นความแตกต่างของคนและสัตว์
ทำให้นักศึกษาการคิดวิเคราะห์ และการใช้เหตุผล   ความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบแผนผังมโนทัศน์ การนำเสนอข้อมูล


แฟ้มสะสมงาน
วันที่26มิถุนายน 2560
(สัปดาห์ที่3)
1)เนื้อหา/กิจกรรมที่ทำในสัปดาห์นั้นๆ
     ระดับของภาษา
     การใช้ภาษาขึ้นอยู่กับกาลเทศะ สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ซึ่งอาจแบ่งภาษาเป็นระดับต่างๆได้หลายลักษณะ เช่น (ภาษาระดับที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน),(ภาษาระดับพิธีการ ระดับกึ่งพิธีการ ระดับไม่เป็นทางการ) ในชั้นเรียนนี้ เราจะชี้ลักษณะสำคัญของภาษาเป็น ๕ ระดับ ดังนี้
  ๑. ระดับพิธีการ ใช้สื่อสารกันในที่ประชุมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การประชุมรัฐสภา การกล่าวอวยพร การกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร การกล่าวสดุดีหรือการกล่าวเพื่อจรรโลงใจให้ประจักษ์ในคุณความดี การกล่าวปิดพิธี เป็นต้น ผู้ส่งสารระดับนี้มักเป็นคนสำคัญสำคัญหรือมีตำแหน่งสูง ผู้รับสารมักอยู่ในวงการเดียวกันหรือเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีต่อกันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ผู้ส่งสารเป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ ผู้กล่าวมักต้องเตรียมบทหรือวาทนิพนธ์มาล่วงหน้าและมักนำเสนอด้วยการอ่านต่อหน้าที่ประชุม
   ๒. ภาษาระดับทางการ ใช้บรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุมหรือใช้ในการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ หนังสือที่ใช้ติดต่อกับทางราชการหรือในวงธุรกิจ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมักเป็นบุคคลในวงอาชีพเดียวกัน ภาษาระดับนี้เป็นการสื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์โดยยึดหลักประหยัดคำและเวลาให้มากที่สุด
   ๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นงานเป็นการลงบ้าง เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน มีการโต้แย้งหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นระยะๆ มักใช้ในการประชุมกลุ่มหรือการอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในชั้นเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์ เนื้อหามักเป็นความรู้ทั่วไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆ รวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกัน
   ๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับนี้มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่เกิน ๔-๕ คนในสถานที่และกาละที่ไม่ใช่ส่วนตัว อาจจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกัน การเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน การรายงานข่าวและการเสนอบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะใช้ถ้อยคำสำนวนที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกันมากกว่าภาษาระดับทางการหรือภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆรวมถึงการปรึกษาหารือหรือร่วมกัน
   ๕. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับนี้มักใช้กันในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อนสนิท สถานที่ใช้มักเป็นพื้นที่ส่วนตัว เนื้อหาของสารไม่มีขอบเขตจำกัด มักใช้ในการพูดจากัน ไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยกเว้นนวนิยายหรือเรื่องสั้นบางตอนที่ต้องการความเป็นจริง (การแบ่งภาษาดังที่กล่าวมาแล้วมิได้หมายความว่าแบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาษาระดับหนึ่งอาจเหลื่อมล้ำกับอีกระดับหนึ่งก็ได้)
ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนก่อนการจัดการเรียนการสอน (Pre-Teaching)
1. การทักทาย (Greeting)
ในการทักทายนักเรียน คุณครูสามารถใช้ภาษาอังกฤษพูดทักทายนักเรียนได้อย่างหลากหลาย
ไม่น่าเบื่อ ด้วยคำและประโยคที่สั้นๆ ง่ายๆ เช่น
 Hi หรือ Hello
 Good morning, everybody.
 How are you class?
 How’s it going?
 How have you been?
 How are you getting along?
 What’s up?
ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนระหว่างการจัดการเรียนการสอน (While-Teaching)
2. การเกริ่นเข้าสู่บทเรียน (Introduction) ประโยคต่อไปนี้เป็นประโยคในการกล่าวอะไรสักเล็กน้อยก่อน
เข้าสู่บทเรียน
 Let’s talk about ………….
 Have you finished your homework?
 What about the homework?
 Let me see your homework.
 Where did you stop yesterday?
 Please tell me what we did yesterday.
 Let’s start our lesson. Have you ever seen ….. ?
 Have you ever heard of ….. ?
3. การแนะนำ (Giving Advices/Suggestion) ถ้าครูต้องการแนะนำนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม
สามารถใช้สำนวนเหล่านี้นำหน้า ตามด้วยสิ่ที่จะแนะนำ
 Why don’t you ……..
 You should/ought to ……..
 How about ………… ?
 What about ……..?
4. ตรวจสอบความเข้าใจ (Check Understanding) หลังจากที่คุณครูสั่ง หรือกล่าวอะไรไปแล้วบ้าง อยาก
ตรวจสอบว่านักเรียนเข้าใจหรือเปล่า ก็สามารถใช้เลือกใช้สำนวนเหล่านี้ได้
 Are you with me?
 Tell me what you are going to do?
 What do you want to ask?
 How are you going to read it? Silently or aloud?
 What do you have to do after this?
 Can you do the exercise now?
5. คำชม/การให้กำลังใจ ( Encouragement : Praise/Reinforcement) คำชมและคำพูดกระตุ้นให้
กำลังใจที่ใช้ในชั้นเรียนมีหลากหลาย บางคำในความหมายเดียวกัน สามารถเลือกใช้ได้หลายคำ ทำให้นักเรียน
ไม่เบื่อ แต่อย่าลืมว่าต้องชมนักเรียนด้วยความจริงใจด้วย
คำชม (praise)
 Good!
 Good job.
 Very good!
 Great!
 Excellent!
 How clever you are!
 Splendid!
 Wonderful!
 You did a good job!
 Correct!
 Give him/ her a big hand!
คำกระตุ้นให้กำลังใจ (reinforcement)
 Come on, you can do it.
 Try again.
 One more time, please.
 Again, please.
 Louder, please.
 Don’t be nervous.
 Take it easy.
 Feel free.
 It’s not difficult.
 It’s easy, isn’t it?
 Good try.
 Don’t worry, have a go.
 You have time to think about it.
 I will come back to you later!
6.การจัดการชั้นเรียน (Classroom management)
- Make groups of four.
- Move your desks into groups of four people.
- Turn your desks around the class.
- Make a horseshoe shape with your desks.
- Make a circle with your desks.
- Make a line of desks facing each other.
- Make groups of four desks facing each other.
- Sit back to back.
- Please turn on the light.
- Please turn off the light.
- Please write your name on your paper.
- Please stand up and read number 1.
- First, read the paragraphs and circle all the words that you don’t know.
Then, with your partner, answer the questions about the words that you don’t know
Please get into groups of 5, and practice the dialogue.
- Who’s absent?
- Anybody absent today?
- Is Somchai here?
- What should you be doing ?
ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนหลังการจัดการเรียนการสอน (Post-teaching)
7. ก่อนเลิกเรียน (wrap up/conclusion)
 That’s all for today.
 Do you have any questions?
 See you later.
 Please don’t forget your homework.
 Please clean up your desk.
 Please tidy up your room.

          องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสาร มี 4 ประการ ดังนี้
1. ผู้ส่งสาร (Sender) หรือ แหล่งสาร (Source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งสารหรือเป็นแหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่ มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึก ข่าวสารความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใด ๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ผู้พูด ผู้เขียน กวี ศิลปิน นักจัดรายการวิทยุ โฆษกรัฐบาล องค์การ สถาบันสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หน่วยงานของรัฐ บริษัทสถาบันสื่อมวลชน เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้ส่งสาร
1. เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสาร แสดงความคิดเห็น หรือวิจารณ์ ฯลฯ
2. เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็นอย่างดี
3. เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิดเผยจริงใจ และมีความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้ส่งสาร
4. เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับสาร
5. เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนำเสนอสาร

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวที่มีความหมาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้
ความคิด ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมาโดย
อาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้ เช่น ข้อความที่พูด ข้อความที่เขียน
บทเพลงที่ร้อง รูปที่วาด เรื่องราวที่อ่าน ท่าทางที่สื่อความหมาย เป็นต้น
  2.1 รหัสสาร (Message Code)ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์ หรือสัญญาณที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงออกแทน
ความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกต่าง ๆ
  2.2 เนื้อหาของสาร (Message Content) หมายถึง บรรดาความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่ผู้ส่ง
สารต้องการจะถ่ายทอดเพื่อการรับรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจร่วมกันหรือโต้ตอบกัน
  2.3 การจัดสาร (Message Treatment) หมายถึง การรวบรวมเนื้อหาของสาร แล้วนำมาเรียบเรียง
ให้เป็นไปอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ใจความตามเนื้อหา ที่ต้องการด้วยการเลือก ใช้รหัสสารที่เหมาะสม

3. สื่อ หรือช่องทาง (Media or Channel) หมายถึง สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร ทำหน้าที่นำสารจากผู้ส่ง
สารไปยังผู้รับสาร ผู้ส่งสารต้องอาศัยสื่อหรือช่องทางทำหน้าที่นำสารไปสู่ผู้รับสาร การแบ่งประเภทของสื่อมีหลากหลายต่างกันออกไป
4.ผู้รับสาร  (encoder) คือ ผู้ที่รับสารจากบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง เมื่อได้รับสารผู้รับสารจะเกิดการตีความและการตอบสนองจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และส่งปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) กลับไปให้ผู้ส่งสาร หรือผู้รับสารเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ถอดรหัส (decoder) คือ ผู้ที่ถอดความหมายของสัญญาณหรือสัญลักษณ์ที่ผู้เข้ารหัสส่งมา หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ผู้รับผิดชอบการถอดรหัสของสาร (decoding) เพื่อให้ผู้รับสารปลายทาง (receiver / destination) หรือผู้รับสารที่ผู้ส่งสารต้องการให้ได้รับสารของตน
  ให้นักศึกษาเลือก Models of communication ที่สามารถปรับเข้าในสาขาวิชาของนักศึกษาเอง

Model of Communication


สรุปตาม SMCR ของ Berlds S-M-C-R communication in business
     1.)Attitudes (ทัศนคติ) บอกถึงประโยชน์ของพืชเช่น ให้ร่มเงาให้อากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีทันคติที่ดีต่อการเรียนและเป็นการปลูกฝังความคิดของผู้เรียนว่าต้นไม้และการสังเคราะห์แสงนั้นเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวจึงจะทำให้เรียนเข้าใจง่ายขึ้น
Knowledge (ความรู้) ผู้สอนจะต้องเตรียมการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระที่จะสอนสามารถอธิบายได้ละเอียดและตอบคำถามผู้เรียนได้อย่างเข้าใจ ไม่นำเนื้อหาที่เกินระดับการรับรู้ของผู้เรียนมาสอนเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน
Social System (ระบบสังคม) การทำงานเป็นกลุ่ม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เข้าใจรับฟังและปฏิบัติตามกฎ กติกาของชั้นเรียนเพื่อที่จะได้สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา
Culture (วัฒนธรรม) การทักทาย ทำความเคารพ การแต่งกาย ตรงต่อเวลา การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

2).Message (ข้อความ) เนื้อหารายวิชา คือ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
- องค์ประกอบของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่ แสง น้ำ
- ส่วนเสริม เช่น ในวันที่มีฝนตกผู้เรียนไม่สามารถออกปฏิบัติการตามสถานที่จริงได้
  ผู้สอนก็ต้องนำตัวอย่างที่จะสอนนั้นมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา
  และทำความเข้าใจได้เหมือนกับการได้ออกไปสถานที่จริง
- โครงสร้าง การทำงานกลุ่ม และโครงสร้างด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร
- รหัส/ตีความ คือคำศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการเรียน

3).Channel (ช่องทาง)
- ตา คือการสังเกตุโดยการมองเห็นสีของใบพืช
- หู คือการได้ยินคำสั่งจากครูซึ่งเมื่อผู้เรียนฟังแล้วเข้าใจ
- จมูก คือการดมกลิ่นใบของพืชบางชนิด
- มือ/สัมผัส คือการสัมผัสพื้นผิวหรือใบพืชแล้วบอกได้ว่าหยาบหรือลื่นบอกถึงความแตกต่างได้
- ลิ้น คือการชิมรสชาติของใบพืชที่สามารถรับประทานได้เช่นใบเมี่ยง

4).Receiver (ผู้รับ/ผู้เรียน) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งได้ ตอบคำถามได้ตรงประเด็น
- Attitudes (ทัศนคติ) ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อรายวิชาและเนื้อหาที่เรียน
- Knowledge (ความรู้)นักเรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ"การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช" สามารถ    ถ่ายทอดสู่ผู้อื่นได้ และ   ผ่านการทดสอบการวัดและประเมินผล
- Social System (ระบบสังคม)ผู้เรียนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กล้าแสดงความคิดเห็น  สามารถทำงานเป็นกลุ่มและ     แก้ไขปัญหาได้


- Culture (วัฒนธรรม)ผู้เรียนมีสัมมาคารวะ แต่งกายถูกระเบียบถูกกาลเทศะ ตรงต่อเวลา มีความรับผิด  ชอบ มีน้ำใจ ใฝ่เรียนรู้ ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติ เช่นช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ ไม่ทิ้งขยะที่  โคนต้นไม้  เป็นต้น

2)ทักษะที่ได้/ความรู้ที่ได้
1.เข้าใจในระดับภาษาว่าระดับไหนควรพูดกับใคร ระดับไหนไม่สมควรพูด
2.เข้าใจหลักการพูดภาษาอังกฤษ ในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอน
3.เข้าการกล่าวแนะนำตัวเองในสถานที่ใหม่ หรือโรงเรียนใหม่สำหรับครูผู้สอน
4.ทักษะการคิด วิเคราะห์ เพื่อพิจารณา ปรับเปลี่ยน Models of communication  เข้ากับสาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ




   4)สรุป
จากการเรียนในสัปดาห์นี้  พบว่า ได้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น ในเรื่อง ระดับของภาษา ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนก่อนการจัดการเรียนการสอน (Pre-Teaching) และองค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสาร (Berlds S-M-C-R communication in business) ดังนี้
     ระดับภาษา


    การใช้ภาษาอังกฤษในชั้นเรียน

ภาษาอังกฤษในชั้นเรียน คือ ประโยคหรือสำสำนวนง่ายๆ ทีครูหลายสามารถใช้กับนักเรียน และ

สำหรับคุณครูที่แม้ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษเองก็สามารถนำไปฝึกใช้กับนักเรียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครู

ใน สพม.29 ไม่ว่าท่านจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ หรือการงานอาชีพและเทคโนโลยี ท่านก็ควร

ใช้ภาษาอังกฤษกับนักเรียนเพื่อฝึกให้ทั้งท่านเองและนักเรียนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ด้วย

ความมั่นใจ เพราะว่ากฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be

English” “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” นั่นเอง
   ตาม SMCR ของ Berlds S-M-C-R communication in business
     1.)Attitudes (ทัศนคติ) บอกถึงประโยชน์ของพืชเช่น ให้ร่มเงาให้อากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีทันคติที่ดีต่อการเรียนและเป็นการปลูกฝังความคิดของผู้เรียนว่าต้นไม้และการสังเคราะห์แสงนั้นเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวจึงจะทำให้เรียนเข้าใจง่ายขึ้น
Knowledge (ความรู้) ผู้สอนจะต้องเตรียมการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระที่จะสอนสามารถอธิบายได้ละเอียดและตอบคำถามผู้เรียนได้อย่างเข้าใจ ไม่นำเนื้อหาที่เกินระดับการรับรู้ของผู้เรียนมาสอนเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน
Social System (ระบบสังคม) การทำงานเป็นกลุ่ม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เข้าใจรับฟังและปฏิบัติตามกฎ กติกาของชั้นเรียนเพื่อที่จะได้สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา
Culture (วัฒนธรรม) การทักทาย ทำความเคารพ การแต่งกาย ตรงต่อเวลา การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

2).Message (ข้อความ) เนื้อหารายวิชา คือ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
- องค์ประกอบของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่ แสง น้ำ
- ส่วนเสริม เช่น ในวันที่มีฝนตกผู้เรียนไม่สามารถออกปฏิบัติการตามสถานที่จริงได้
  ผู้สอนก็ต้องนำตัวอย่างที่จะสอนนั้นมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา
  และทำความเข้าใจได้เหมือนกับการได้ออกไปสถานที่จริง
- โครงสร้าง การทำงานกลุ่ม และโครงสร้างด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร
- รหัส/ตีความ คือคำศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการเรียน

3).Channel (ช่องทาง)
- ตา คือการสังเกตุโดยการมองเห็นสีของใบพืช
- หู คือการได้ยินคำสั่งจากครูซึ่งเมื่อผู้เรียนฟังแล้วเข้าใจ
- จมูก คือการดมกลิ่นใบของพืชบางชนิด
- มือ/สัมผัส คือการสัมผัสพื้นผิวหรือใบพืชแล้วบอกได้ว่าหยาบหรือลื่นบอกถึงความแตกต่างได้
- ลิ้น คือการชิมรสชาติของใบพืชที่สามารถรับประทานได้เช่นใบเมี่ยง

4).Receiver (ผู้รับ/ผู้เรียน) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งได้ ตอบคำถามได้ตรงประเด็น
- Attitudes (ทัศนคติ) ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อรายวิชาและเนื้อหาที่เรียน
-Knowledge(ความรู้)นักเรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ"การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช"สามารถ    ถ่ายทอดสู่ผู้อื่นได้ และ  ผ่านการทดสอบการวัดและประเมินผล
- Social System(ระบบสังคม)ผู้เรียนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กล้าแสดงความคิดเห็น  สามารถทำงานเป็นกลุ่มและแก้ไขปัญหาได้
-Culture (วัฒนธรรม)ผู้เรียนมีสัมมาคารวะ แต่งกายถูกระเบียบถูกกาลเทศะ ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบมีน้ำใจ ใฝ่เรียนรู้ ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติ เช่นช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ ไม่ทิ้งขยะที่โคนต้นไม้เป็นต้น


แฟ้มสะสมผลงาน
สัปดาห์ที่4
(3 กรกฎาคม 2560)

1)เนื้อหา/กิจกรรมที่ทำในสัปดาห์นั้นๆ

กิจกรรม  คือ 1) แนะนำตัวเองหน้าเสาธงหรือหน้าห้องเรียน
                     2) แต่งประโยคในระดับภาษาที่แตกต่างกัน
เนื้อหา คือ 
1. เตี๋ยวเรือแถวหลังมอวงษ์อร่อยนะ แต่ทำไมเจ๊ง ( ภาษาปาก) น.ส.ณัฐริณีย์ จตุเทน 59110061
ภาษากึ่งทางการ ก๋วยเตี๋ยวหลัง มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลอร่อยมาก แต่ทำไมถึงปิดกิจการ
ภาษาระดับสนทนา ก๋วยเตี๋ยวหลัง ม.วงษ์ชวลิตกุลอร่อยมาก แต่ทำไมถึงปิดกิจการ

2. ขวัญ อุษามณีเป็นดาราที่แสดงหนังเก่งมาก (ภาษากึ่งทางการ)น.ส.สุชานันท์ ปาสานะโก 59110172
ภาษาทางการ ขวัญ อุษามณี เป็นนักแสดงที่มีความสามารถในการแสดงภาพยนต์ ได้อย่างยอดเยี่ยม
ภาษาปาก ขวัญ เป็นดาราที่เล่นหนังดีโคตรๆ 

3. ทำไมพวกเด็กเเว๊นมึงถึงชอบมาขับมอไซค์เเถวนี้ว่ะเอ้ยย.( ภาษาปาก) นายธนาธิป. น้อยจันทึก. 59110305
ภาษากึ่งทางการ ทำไมพวกเด็กแว๊นเขาถึงชอบขี่รถมอเตอร์ไซต์ แถวนี้จัง
ภาษาทางการ ทำไมกลุ่มเด็กแว๊นจึงชอบขี่รถจักรยานยนต์ บริเวณนี้

4. การเเข่งบอลเลย์ทีมไทยเล่นได้เจ๋งมากเเต่คนพากษ์ พากษ์ไม่มันเลย
(ภาษาปาก)นางสาวมุกรินทร์ เขมะวนิช 59110348
ภาษาระดับทางการ การแข่งขันวอลเลย์บอลทีมชาติไทย ทำได้ดีมาก แต่นักพากษ์ พากษ์ไม่สนุก
ภาษาระดับสนทนา การแข่งวอลเลย์บอล ทีมไทย ทำได้ดีมากแต่คนพากษ์ พากษ์ไม่สนุกเลย

5. เห้ยวันนี้กินข้าวร้านไหนดีวะเพื่อน(ภาษาปาก)นายยุทธกฤต อยู่ชาติประเสริฐ 59110073
ภาษาระดับสนทนา วันนี้กินข้าวร้านไหนดี
ภาษาทางการ วันนี้เราจะไปรับประทานอาหารที่ร้านไหนกันดี

2)ทักษะที่ได้/ความรู้ที่ได้
1) ทักษะความกล้าแสดงออกในการนำเสนอ
2) เรียนรู้ภาษาในระดับต่างๆ
3)สามารถนำระดับภาษานั้นๆมาแต่งเป็นระดับภาษาอื่นที่แตกต่างได้

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ








4)สรุป
จากการเรียนในสัปดาห์นี้  พบว่า 
       1)  การใช้ภาษาอังกฤษในชั้นเรียน ภาษาอังกฤษในชั้นเรียน คือ ประโยคหรือสำสำนวนง่ายๆ ทีครูหลายสามารถใช้กับนักเรียน และสำหรับคุณครูที่แม้ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษเองก็สามารถนำไปฝึกใช้กับนักเรียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครู ใน สพม.29 ไม่ว่าท่านจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ หรือการงานอาชีพและเทคโนโลยี ท่านก็ควรใช้ภาษาอังกฤษกับนักเรียนเพื่อฝึกให้ทั้งท่านเองและนักเรียนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ด้วย ความมั่นใจ เพราะว่ากฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be English” “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” นั่นเอง
    2)  ระดับของภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำและการเรียบเรียงถ้อยคำที่ใช้โดยพิจารณาตาม โอกาส หรือ กาลเทศะ ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สื่อสาร และ ตามเนื้อหาที่สื่อสาร การศึกษาเรื่องระดับของภาษาเป็นสิ่งสำคัญเพราะทำให้บุคคลแต่ละกลุ่มเข้าใจภาษาของกันและกัน ไม่เกิดปัญหาด้านการสื่อสาร และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมทั้งยังทำให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจถึงลักษณะเฉพาะและวิวัฒนาการของภาษาไทยอีกด้วย การศึกษาเรื่องระดับภาษาอาจพิจารณาได้หลายวิธีตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น พิจารณาตามฐานะของบุคคล ตามเนื้อหา และตามกาลเทศะที่สื่อสาร ในที่นี้จะกล่าวถึงการพิจารณาระดับภาษา ตามกาลเทศะ / โอกาส ในการใช้ภาษา เพื่อให้ผู้ใช้ภาษาสามารถเลือกใช้ภาษา ในสถานการณ์ ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
      1. ภาษาแบบเป็นทางการ ภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการมีลักษณะเป็นพิธีการ ถูกต้องตาม
แบบแผนของภาษาเขียน แบ่งออกเป็น
   1.1 ภาษาระดับพิธีการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลัก ไวยากรณ์ มีความประณีต งดงาม อาจใช้ประโยคที่ซับซ้อนและใช้คำระดับสูง ภาษาระดับนี้จะใช้ในโอกาส สำคัญ ๆ เช่น งาน ราชพิธี วรรณกรรมชั้นสูง เป็นต้น 
   1.2 ภาษาระดับมาตรฐานราชการ หรือ อาจเรียกว่า ภาษาทางการ / ภาษาราชการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้นความชัดเจน ตรงประเด็นเป็นสำคัญ ใช้ในโอกาส สำคัญ ที่เป็นทางการ เช่นหนังสือราชการวิทยานิพนธ์ รายงานทางวิชาการ การกล่าวปราศรัย การกล่าวเปิดงานสำคัญ ๆ เป็นต้น
    2. ภาษาแบบไม่เป็นทางการ ภาษาที่ไม่เคร่งครัดตามแบบแผน มักใช้ในการสื่อสารทั่วไป
ในชีวิตประจำวัน หรือ โอกาสทั่วๆ ไปที่ไม่เป็นทางการ แบ่งเป็น
     2.1 ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ยังคงความสุภาพแต่ไม่เคร่งครัดแบบภาษาทางการบางครั้ง อาจใช้ภาษาระดับสนทนามาปนอยู่ด้วย มันใช้ในการติดต่อธุรกิจการงาน หรือใช้สื่อสารกับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย หรือ มีคุณวุฒิ และ วัยวุฒิสูงกว่า หรือการบรรยาย การประชุมต่างๆ รวมทั้งใช้ในงานเขียนที่ไม่เป็นทางการเพื่อให้งานเขียนนั้นดูไม่เครียดจนเกินไป เช่น สารคดี บทวิจารณ์ เกี่ยวกับบันเทิงคดีต่างๆ เป็นต้น
    2.2 ภาษาระดับสนทนา เป็นภาษาที่ใช้สนทนาโต้ตอบกับบุคคลที่รู้จักในสถานที่หรือเวลาที่ไม่ เป็นการส่วนตัว หรือสนทนากับบุคคลที่ยังไม่คุ้นเคย รวมทั้งใช้เจรจาซื้อขายทั่วไป และการประชุมที่ไม่เป็นทางการ ภาษาที่ใช้มักมีรูปประโยคง่ายๆ ที่สามารถเข้าใจทันที แต่ยังคงความสุภาพ เช่น ภาษาที่ใช้ในการรายงานข่าวโทรทัศน์ การเจรจาในเชิงธุระทั่วไป เป็นต้น
     2.3 ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็นภาษาพูดที่ใช้สนทนากับบุคคลที่สนิทคุ้นเคยมักใช้ สถานที่ส่วนตัว หรือ ในโอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้นเครง หรือ การทะเลาะวิวาท ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดที่ไม่เคร่งครัด อาจมีคำตัด คำสแลง คำต่ำ คำหยาบปะปน โดยทั่วไปไม่นิยมใช้ในภาษาเขียน ยกเว้นงานเขียนประเภท เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย ภาษาข่าวหนังสือพิมพ์ การเขียนบทละคร ฯลฯ การใช้ภาษาผิดระดับย่อมก่อให้เกิดอุปสรรคในการสื่อสาร ผู้รับสารอาจเห็นว่าผู้ส่งสารไม่รู้จักกาลเทศะขาดความจริงใจ เสแสร้ง การแบ่งภาษาออกเป็นระดับต่างๆ นั้นมิได้แบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาษาระดับหนึ่งอาจเหลื่อมล้ำกับภาษาอีกระดับหนึ่ง หรือใช้ปะปนกันได้ การพิจารณาระดับภาษาระดับภาษาอาจต้องพิจารณาจากข้อความโดยรวมในการสื่อสารนั้น การศึกษาระดับภาษาอาจพิจารณาในด้านรูปแบบของการสื่อสารสามารถแบ่งภาษาเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆคือ ภาษาพูด และภาษาเขียน ภาษาพูด หมายถึง ภาษาที่มักใช้สื่อสารทางวาจาในชีวิตประจำวัน หรืออาจใช้งานเขียนที่ไม่เป็นทางการ เช่น บทความวิจารณ์ข่าว ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา หรือในวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ * ภาษาพูดสามารถเลือกใช้ถ้อยคำได้หลายระดับขึ้นกับโอกาสที่พูดและฐานะชองบุคคลที่สื่อสารด้วยแต่จะไม่เคร่งครัดมากนัก * ระดับภาษาที่จัดเป็นภาษาพูด ได้แก่ ระดับสนทนา ภาษาระดับกันเอง

แฟ้มสะสมผลงาน
สัปดาห์ที่6
(วันที่ 17 ก.ค. 60)

1)กิจกรรม/เนื้อหาในสัปดาห์นั้นๆ
 กิจกรรม  คือ  1)นำเสนอและแนะนำตัวหน้าห้อง
                     2)ทดสอบย่อยและ gahoot  
เนื้อหา  คือ 
1) การพูดแนะนำตนเป็นการพูดที่แทรกอยู่กับการพูดลักษณะต่าง ๆ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้ฟังมีความรู้เกี่ยวกับผู้พูด การแนะนำตนจะให้รายละเอียดแตกต่างกันไปตามลักษณะการพูดแต่ละประเภทซึ่งสามารถสรุป ได้ดังนี้ 1. การพูดแนะนำตนในกลุ่มของนักเรียน เป็นการพูดที่มีจุดประสงค์เพื่อทำความรู้จักกันในหมู่เพื่อน หรือแนะนำตัวในขณะทำกิจกรรม ควรระบุรายละเอียดสำคัญ คือ 
- ชื่อและนามสกุล  
-รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา  
-ที่อยู่ปัจจุบันและภูมิลำเนาเดิม 
 -ความสามารถพิเศษ  
-กิจกรรมที่สนใจ
-ต้องการมีส่วนร่วมปฏิบัติกิจกรรม 
2. การพูดแนะนำตนเพื่อเข้าปฏิบัติงาน หรือรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา ควรระบุถึงประเด็นสำคัญ คือ  
-ชื่อและนามสกุล  
-รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา
- ตำแหน่งหน้าที่ที่จะเข้ามาปฏิบัติ
- ระยะทางที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่
3. การแนะนำบุคคลอื่นในงานสังคม หรือในที่ประชุม โดยให้รายละเอียด ดังนี้
 - ชื่อและนามสกุลของผู้ที่เราแนะนำ 
-  ความสามารถของผู้ที่เราแนะนำ
 - ไม่ควรแนะนำอย่างยืดยาว และไม่นำเรื่องส่วนตัวที่จะทำให้ผู้อื่นอับอาย หรือ ตะขิดตะขวงใจมาพูด
 - การแนะนำบุคคลให้ผู้อื่นรู้จักต้องใช้คำพูดเพื่อสร้างไมตรีที่ดีระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย
        หลังจากผอ. หรือตัวแทนผอ. เชิญขึ้นพูดแนะนำตัวเองแล้ว ครูใหม่ยกมือไหว้คุณครูในแถว ยกมือไหว้ผอ. หรือตัวแทนผอ. แล้วเดินขึ้นไปยืนบนแสตนหน้าเสาธง ยืนตรงกลางแสตน โค้งคำนับรับคำกล่าวสวัสดีของนักเรียน ยืนตรงแล้วเริ่มพูดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า …… เรียนท่านผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ที่เคารพทุกท่าน สวัสดี นักเรียนที่น่ารักทุกคน กระผม นายหอบศักดิ์ พวงมีชัย ชื่อเล่นห้อย วุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิชาเอกคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ท่ายอด ภูมิลำเนา บ้านท่ายิ้ม หมู่ที่ 12 ตำบลท่ายาย อำเภอท่ายาว จังหวัดท่าโยม รู้สึกดีใจมากที่ได้มาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ กระผมให้สัญญาว่า จะตั้งใจสอนให้เต็มเวลา เต็มหลักสูตร และเต็มความสามารถ เพื่อให้นักเรียน เก่ง ดี และมีความสุข ครับ เรียน ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ที่เคารพทุกท่าน สวัสดี นักเรียนที่น่ารักทุกคน กระผม นายห่านศักดิ์ ชัยมีพวง ชื่อเล่น ห่าน วุฒิการศึกษา ปริญญาตรีวิชาเอกคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏท่าเยี่ยม ภูมิลำเนา บ้านท่ายืน หมู่ที่ 12 ตำบลท่ายัน อำเภอท่ายุ่ง จังหวัดท่าเยี่ยม รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาผลักดันนโยบายและเป้าหมายของโรงเรียนไปสู่ความสำเร็จ ครับผม สวัสดีครับ

2)ทักษะ/ความรูที่ได้
1)ทักษะการแนะนำตัวเองในงานสังคมที่ใหม่ๆ
2)วัดความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เรียนมาโดยการทดสอบ
3)สามรถตอบคำถามใน gahoot ในเวลาที่จำกัดได้ดี
4)ความมีไหวพริบ  รอบรู้  รอบคอบ

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ


4) สรุป


   ภาษาอังกฤษในชั้นเรียน คือ ประโยคหรือสำสำนวนง่ายๆ ทีครูหลายสามารถใช้กับนักเรียน และสำหรับคุณครูที่แม้ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษเองก็สามารถนำไปฝึกใช้กับนักเรียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครู ใน สพม.29 ไม่ว่าท่านจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ หรือการงานอาชีพและเทคโนโลยี ท่านก็ควรใช้ภาษาอังกฤษกับนักเรียนเพื่อฝึกให้ทั้งท่านเองและนักเรียนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ด้วย ความมั่นใจ เพราะว่ากฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be English” “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” นั่นเอง




แฟ้มสะสมผลงาน
สัปดาห์ที่7
(24 ก.ค 2560)

1) เนื้อหา/กิจกรรมในสัปดาห์นั้นๆ


ที่มา : http://iicspersonalproject.weebly.com

คำศัพท์ที่สนใจ 10 คำ
1) HUMAN หมายถึง   [ADJ] เกี่ยวกับคน
                                      [N] มนุษย์, คน, คนเรา
 สรุป  HUMAN หมายถึง มนุษย์ ,กำเนิดมนุษย์
                                        1. ลักษณะของผู้คน เช่น อ่อนแอ กล้าหาญ
                                        2.เผ่าพันธุ์มนุษย์
2) product  หมายถึง      สารที่เกิดจากปฎิกิริยาทางเคมี, สารที่ได้จากสารอื่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
                                
สรุป product  หมายถึง 1.ผลิตผล,ผลิตภัณฑ์, สินค้า, ของที่ประกอบ
                                     2. ผลที่เกิดขึ้น
                                     3.ผลคูณ, ผลของการคูณ
3)something หมายถึง   บางสิ่ง
  สรุป      something หมายถึง    บางสิ่ง,บางอย่าง,จำนวนเพิ่มเติม,ในบางกรณี,ค่อนข้างจะ

4) process หมายถึง งานที่กำลังถูกประมวลผลอยู่
สรุป process หมายถึง ลงมือปฏิบัติหรือแนวทางปฏิบัติ เช่น วิธีการ ขั้นตอน กระบวนการ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ดีขึ้น 

5) impact หมายถึง อัด,ชน
สรุป impact หมายถึง อิทธิพลจากสิ่งต่างๆที่ทำให้เกิดผลกระทบตามมา

6)ingenuity หมายถึง ความเฉลียวฉลาด
สรุป ingenuity หมายถึง การเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการประดิษฐ์ เป็นคนช่างคิด มีความเฉลียวฉลาด และมีความคล่องแคล่ว

7)actually หมายถึง อย่างที่เกิดขึ้นตามจริง
สรุป actually หมายถึง ตามความเป็นจริง 

8) create หมายถึง แต่งตั้ง
สรุป create หมายถึง การคิดค้นหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่เพื่อทำให้เกิดเป็นสิ่งที่มีความสร้างสรรค์ 

9) important หมายถึง สำคัญ 
สรุป important หมายถึง ปัจจัยที่มีความสำคัญและมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

10)aspects หมายถึง มุมมอง 
 สรุป  aspects หมายถึง ลักษณะต่างๆของแต่ละบุคคล เช่น รูปร่าง ท่าทาง และมุมมองของความคิด แง่ลบ แง่บวก หรือความคิดเห็นของบุคคล

Words 

root    affix =prefix  suffix




1.introduced 
root=duce
prefix =intro-
suffix=-d

2.  popularized
root=popular
suffix=-ized

3.published 
root=publish
suffix=-ed

4. decomposer
root=  decompose
suffix=-r

5.absorbed  
root=absorb
suffix=-ed

6. provides 
root=provide 
suffix=-s

7.Relation
root=Relate
suffix=-ion

8.Organism
  root = organ
  suffix = -ism

9.Consumer
  root = consume
  suffix = -r

10.Scientist
root = science
  suffix = -tist
2)ทักษะ/ความรู้ที่ได้
1) การแนะนำตัวเองในการเข้าปฏิบัติงานใหม่
2)  การแปลความหมายของคำศัพท์ที่สนใจ
3) การแยกประเภทคำ


3)ภาพ/วิดีโอประกอบ



4)สรุป
    การอ่านมีความสำคัญ ต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้อ่านมีความสุข มีความหวัง และมีความอยากรู้อยากเห็น อันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ท่าให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง (ฉวีวรรณ คูหาภินนท์. 2542 : 11)

 จุดมุ่งหมายของการอ่าน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หน้า 9) 
    1. อ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือต่าราทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัยประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์ ควรอ่านอย่างหลากหลาย เพราะความรู้ในวิชาหนึ่งอาจน่าไปช่วยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได้ 
    2. อ่านเพื่อความบันเทิง ได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทสารคดีท่องเที่ยว นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ผู้อ่านจะได้ความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย 
    3. อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิด ได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทบทความ บทวิจารณ์ ข่าวรายงานการประชุม ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้หลากหลาย ไม่เจาะจงอ่านเฉพาะสื่อ ที่น่าเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะท่าให้ได้มุมมอง ที่กว้างขึ้น ช่วยให้มีเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบการวิจารณ์วิเคราะห์ได้หลายมุมมองมากขึ้น
    4. อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละครั้ง ได้แก่ การอ่านที่ไม่ได้เจาะจง แต่เป็นการอ่านในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณา แผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ สลากยา ข่าวสังคม ข่าว บันเทิง ข่าวกีฬา การอ่านประเภทนี้มักใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นการอ่านเพื่อให้ได้ ความรู้และนำไปใช้ หรือน่าไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยงการอ่าน สู่การวิเคราะห์ และคิดวิเคราะห์ บางครั้งก็อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 

ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่าน แบ่งเป็น 3 กิจกรรม คือ
1. กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน (Pre-Reading) การที่ผู้เรียนจะอ่านสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสารที่จะได้อ่าน โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วย สร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่กำหนดให้
 2. กิจกรรมระหว่างการอ่าน (While-Reading) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่อ่านสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการอ่าน แต่เป็นการ “ฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ” กิจกรรมระหว่างการอ่านนี้ ควรหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะอื่นๆ เช่น การฟัง หรือ การเขียน อาจจัดกิจกรรมให้พูดโต้ตอบได้บ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะเป็นการเบี่ยงเบนทักษะที่ต้องการฝึกไปสู่ทักษะอื่นโดยมิได้เจตนา
 3. กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading) เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการอ่านแล้ว โดยอาจฝึกเกี่ยวกับ – การแข่งขันเกี่ยวกับคำศัพท์ สำนวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน - เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้ ความถูกต้องของคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างไวยากรณ์ - ฝึกทักษะการฟังการพูดโดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับ เนื้อเรื่องแล้วช่วยกันหาคำตอบ สำหรับผู้เรียนระดับสูง อาจให้ พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น หรือ ฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน เป็นต้น 


แฟ้มสะสมงาน
สัปดาห์ที่8
(วันที่ 31 ก.ค. 60)


1)กิจกรรม/เนื้อหาในสัปดาห์นั้นๆ
           1)reading
           2)mapping
Food chain
From Wikipedia, the free encyclopedia
For other uses, see Food chain (disambiguation).


           Food chain in a Swedish lake. Osprey feed onnorthern pike, which in turn feed on perch which eatbleak that feed on mountain shrimp.
A food chain is a linear network of links in a food web starting from producer organisms (such as grass or trees which use radiation from the Sun to make their food) and ending at apex predator species (like grizzly bears or killer whales), detritivores (like earthworms or woodlice), or decomposer species (such as fungi orbacteria). A food chain also shows how the organisms are related with each other by the food they eat. Each level of a food chain represents a different trophic level. A food chain differs from a food web, because the complex network of different animals' feeding relations are aggregated and the chain only follows a direct, linear pathway of one animal at a time. Natural interconnections between food chains make it a food web. A common metric used to quantify food web trophic structure is food chain length. In its simplest form, the length of a chain is the number of links between a trophic consumer and the base of the web and the mean chain length of an entire web is the arithmetic average of the lengths of all chains in a food web.[1][2]
Food chains were first introduced by the African-Arab scientist and philosopher Al-Jahiz in the 9th century and later popularized in a book published in 1927 byCharles Elton, which also introduced the food web concept.[3][4][5]
Food chain length[edit]
      This food web of waterbirds fromChesapeake Bay is a network of food chains
Food chains are directional paths of trophic energy or, equivalently, sequences of links that start with basal species, such as producers or fine organic matter, and end with consumer organisms. [6]:370
The food chain's length is a continuous variable that provides a measure of the passage of energy and an index ofecological structure that increases in value counting progressively through the linkages in a linear fashion from the lowest to the highest trophic (feeding) levels.[7] Food chains are often used in ecological modeling (such as a three species food chain). They are simplified abstractions of real food webs, but complex in their dynamics and mathematical implications.[8]Ecologists have formulated and tested hypotheses regarding the nature of ecological patterns associated with food chain length, such as increasing length increasing with ecosystem size, reduction of energy at each successive level, or the proposition that long food chain lengths are unstable.[7] Food chain studies have an important role in ecotoxicology studiestracing the pathways and biomagnification of environmental contaminants.[9]
Producers, such as plants, are organisms that utilize solar or chemical energy to synthesize starch. All food chains must start with a producer. In the deep sea, food chains centered on hydrothermal vents and cold seeps exist in the absence of sunlight. Chemosynthetic bacteria and archaea use hydrogen sulfide and methane from hydrothermal vents and cold seeps as an energy source (just as plants use sunlight) to produce carbohydrates; they form the base of the food chain.Consumers are organisms that eat other organisms. All organisms in a food chain, except the first organism, are consumers.
In a food chain, there is also reliable energy transfer through each stage. However, all the energy at one stage of the chain is not absorbed by the organism at the next stage. The amount of energy from one stage to another decreases.[10]
ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)

……………หมายถึง  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ  จาก  ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานในอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับจากการกินต่อกัน    เป็นลำดับเชื่อมโยงเส้นตรงในสายใยอาหารโดยเริ่มจากพืชและต่อด้วยสัตวกินพืชจากนั้นจะเกิดการกินเป็นทอดๆ ห่วงโซ่อาหารแตกต่างจากสายใยอาหาร เพราะสายใยมีเครือข่ายความสัมพันธ์การกินที่ซับซ้อน แต่ห่วงโซ่มีเส้นทางการกินเพียงอย่างเดียวเป็นเส้นตรงเท่านั้น ตัววัดทั่วไปที่ใช้บอกจำนวนโครงสร้างเชิงอาหารของสายใยอาหารคือ ความยาวห่วงโซ่อาหาร ในรูปแบบง่ายที่สุด ความยาวของห่วงโซ่อาหาร คือ จำนวนเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคกับฐานของสายใย และความยาวโซ่เฉลี่ยของสายใยทั้งหมด คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความยาวห่วงโซ่ทั้งหมดในสายใยอาหาร
รูปภาพ1
……………จากแผนภาพ จะสังเกตเห็นว่า การกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในห่วงโซ่อาหารนี้ เริ่มต้นที่ ต้นข้าว  ตามด้วยตั๊กแตนมากินใบของต้นข้าว   กบมากินตั๊กแตน  และ เหยี่ยวมากินกบ  ซึ่งจากลำดับขั้นในการกินต่อกันนี้ สามารถอธิบายได้ว่า
_copy_2
        ต้นข้าว นับเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อาหารนี้ เนื่องจากต้นข้าว เป็นพืชซึ่งสามารถสร้างอาหารได้เองโดยใช้กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
_copy
ตั๊กแตน นับเป็นผู้บริโภคลำดับที่ 1 เนื่องจาก ตั๊กแตนเป็นสัตว์ลำดับแรกที่บริโภคข้าวซึ่งเป็นผู้ผลิต
_copy_1
            กบ นับเป็นผู้บริโภคลำดับที่ 2  เนื่องจาก กบจับตั๊กแตนกินเป็นอาหาร หลังจากที่ตั๊กแตนกินต้นข้าวไปแล้ว
_copy_0
            เหยี่ยว เป็นผู้บริโภคลำดับสุดท้าย เนื่องจาก เหยี่ยวจับกบกินเป็นอาหาร และในโซ่อาหารนี้ไม่มีสัตว์อื่นมาจับเหยี่ยวกินอีกทอดหนึ่ง
……………ในการเขียนโซ่อาหาร  ให้เขียนโดยเริ่มจากผู้ผลิต อยู่ทางด้านซ้าย และตามด้วยผู้บริโภคลำดับที่ 1, ผู้บริโภคลำดับที่ 2,  ผู้บริโภคลำดับที่ 3 ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงผู้บริโภคลำดับสุดท้าย  และเขียนลูกศรแทนการถ่ายทอดพลังงานจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังอีก  สิ่งมีชีวิตหนึ่ง หรือ เขียนให้หัวลูกศรชี้ไปทางผู้ล่า และปลายลูกศรหันไปทางเหยื่อนั่นเอง

สายใยอาหาร(Food Wed)


 ……………หมายถึง ห่วงโซ่อาหารหลาย ๆ ห่วงโซ่ ที่มีความคาบเกี่ยวหรือสัมพันธ์กัน   นั่นคือ ในธรรมชาติการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในโซ่อาหาร จะมีความซับซ้อนกันมากขึ้น คือ มีการกินกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
 ……………บรรยายความสัมพันธ์แบบการกินกันในชุมชนนิเวศวิทยา นักนิเวศวิทยาสามารถรวบรวมรูปแบบชีวิตทุกชนิดอย่างกว้างขวางเป็นหนึ่งในสองหมวดหมู่ที่เรียกว่า ระดับหรือลำดับขั้นการกินอาหาร ได้แก่   1)ออโตทรอพ และ 2)เฮเทโรทรอพ ในการบำรุงเลี้ยงร่างกาย การเจริญเติบโต การพัฒนา และเพื่อสืบพันธุ์ของตน พวกออโตทรอพผลิตอินทรีย์   จาก  อนินทรีย์สาร รวมถึงทั้งแร่ธาตุและแก๊ส  เช่น  คาร์บอนไดออกไซด์ ปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้ต้องอาศัยพลังงาน ซึ่งมาจากดวงอาทิตย์เป็นหลักและส่วนใหญ่โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง แม้ปริมาณน้อยมากมาจากปล่องไฮโดรเทอร์มอลและน้ำพุร้อน มีการไล่ระหว่างระดับการกินอาหารตั้งแต่ออโตทรอพสมบูรณ์ซึ่งมีแหล่งคาร์บอนจากบรรยากาศเพียงแหล่งเดียว ไปจนถึงมิกโซทรอพ (เช่น พืชกินสัตว์) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตออโตทรอพที่ได้รับอินทรีย์สารบางส่วนจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากบรรยากาศ และเฮเทโรทรอพสมบูรณ์ซึ่งได้รับอินทรีย์สารโดยการกินออโตทรอพและเฮเทโรทรอพอื่น สายใยอาหารเป็นการแสดงหลากหลายวิธีการกินอย่างง่าย ซึ่งเชื่อมโยงระบบนิเวศเข้าด้วยกันเป็นระบบการแลกเปลี่ยนรวม มีความสัมพันธ์การกินกันหลายประเภทซึ่งสามารถแบ่งได้อย่างหยาบ ๆ เป็นการกินพืช กินสัตว์ กินซาก และภาวะปรสิต อินทรีย์สารบางอย่างที่กินโดยเฮเทโรทรอพ เช่น น้ำตาล ให้พลังงาน ออโตทรอพและเฮเทโรทรอพมีทุกขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นไปจนถึงหนักหลายตัน จากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไปจนถึงต้นไม้ยักษ์ และจากไวรัสไปจนถึงวาฬสีน้ำเงิน
food_web1_copy_resize
 ……………จากแผนภาพสายใยอาหารด้านบน  จะสังเกตเห็นได้ว่า   ต้นข้าวที่เป็น  ผู้ผลิตในระบบนิเวศน์นั้น สามารถถูกสัตว์หลายประเภทบริโภคได้ คือ มีทั้ง วัว ตั๊กแตน ไก่ และ ผึ้ง  และ สัตว์ที่เป็นผู้บริโภคลำดับที่ 1 เหล่านั้น ก็สามารถจะเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น และ ยังเป็นผู้บริโภคสัตว์อื่น ได้เช่นกัน  อาทิเช่น ไก่  สามารถจะบริโภคตั๊กแตนได้ และในขณะเดียวกัน ไก่ก็มีโอกาสที่จะถูกงู บริโภคได้เช่นกัน


2)ทักษะ/ความรู้ที่ได้

1)การแปลความหมายจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
2)การสรุปและทำความเข้าใจ
3)ความสามัคคีในกลุ่ม

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ






4)สรุป

      ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) หมายถึง  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ  จาก  ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานในอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับจากการกินต่อกัน    เป็นลำดับเชื่อมโยงเส้นตรงในสายใยอาหารโดยเริ่มจากพืชและต่อด้วยสัตวกินพืชจากนั้นจะเกิดการกินเป็นทอดๆ ห่วงโซ่อาหารแตกต่างจากสายใยอาหาร เพราะสายใยมีเครือข่ายความสัมพันธ์การกินที่ซับซ้อน แต่ห่วงโซ่มีเส้นทางการกินเพียงอย่างเดียวเป็นเส้นตรงเท่านั้น ตัววัดทั่วไปที่ใช้บอกจำนวนโครงสร้างเชิงอาหารของสายใยอาหารคือ ความยาวห่วงโซ่อาหาร ในรูปแบบง่ายที่สุด ความยาวของห่วงโซ่อาหาร คือ จำนวนเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคกับฐานของสายใย และความยาวโซ่เฉลี่ยของสายใยทั้งหมด คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความยาวห่วงโซ่ทั้งหมดในสายใยอาหาร


       สายใยอาหาร(Food Wed)  หมายถึง ห่วงโซ่อาหารหลาย ๆ ห่วงโซ่ ที่มีความคาบเกี่ยวหรือสัมพันธ์กัน   นั่นคือ ในธรรมชาติการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ในโซ่อาหาร จะมีความซับซ้อนกันมากขึ้น คือ มีการกินกันอย่างไม่เป็นระเบียบ




แฟ้มสะสมงาน
สัปดาห์ที่9
(วันที่ 8 ส.ค.60 )


1)กิจกรรม/เนื้อหาในสัปดาห์นั้นๆ 
   1. ใหนักศึกษาค้นคว้า หาหมวดคําศัพทที่นอกเหนือจากเอกสารประกอบการสอน
    2. นําเสนอเปนกลุม
    3. สร้างบทสนทนา

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
คำศัพท์ทั่วไป (Common expressions)

คำศัพท์ ภาษาอินโดนีเซีย                       คำอ่านภาษาอินโดนีเซีย                         คำแปล
Good morning Selamat pagi                   ซาลามัต ปากี                                 สวัสดีตอนเช้า

Good afternoon Selamat siang/sore         ซาลามัตเซียง/ซาลามัตซอ           สวัสดีตอนกลางวัน


Good evening Selamat malam                ซาลามัต มาลัม                              สวัสดีตอนเย็น


Good night Selamat malam                     ซาลามัต มาลัม                              ราตรีสวัสดิ์


Bon appetite Selamat makan                   ซาลามัต                                     มากัน ทานให้อร่อยนะ


How are you? Apa kabar?                          อปา กาบา                                       สบายดีไหม


(I'm) fine (Saya) baik   
                             ซายา ไบ                                              สบายดี

I'm from Thailand Saya dari Thailand     ซายา ดราริ ไทยแลนด์                ผมมาจากประเทศไทย
I can't speak Bahasa


 Saya tidak bisa
bahasa Indonesia                            ซายา ติกา บิซา บาฮัลซา อินโดนีเซีย  ฉันพูดอินโดนีเซียไม่ได้

Thank you Terima kasih                     เตอริมา กาซิน                                    ขอบคุณ
You're welcome Sama-sama               ซามา ซามา                                          ไม่เป็นไร
Please Silahkan                                     ซิลากัน                                              โปรด / กรุณา
Please sit down Silahkan duduk            ซิลากัน ดุดู่                                       โปรด / กรุณานั่งลง
Please come in Silahkan masuk        ซิลากัน มาซุ                                   โปรด / กรุณาเข้ามาข้างใน
Welcome Selamat datang                      ซาลามัต ดาตัง                                     ยินดีต้อนรับ
Good bye Selamat tinggal/jalan             ซาลามัต ตริงกาซาลามัต ยาลัน              ลาก่อน
Take care Hati-hati                                   ฮาตี ฮาติ                                                ดูแล
See you (later) Sampai jumpa (lagi)      ซัมไป่ จุมลาซัมไป่ ล่ากี่                แล้วพบกันใหม่
My name is... Nama saya...                        นามา ซายา                                  ชื่อของฉันคือ
Sorry Maaf                                                   แมท                                                 ขอโทษ
What Kapan                                             กาปา                                                      อะไร
Why Mengapa                                         มังกาปาท                                               ทำไม
Where Di mana                                        ดิ มานา                                                   ที่ไหน
How Bagaimana                                     บาไก๋มานา                                             อย่างไร

ตัวเลข=Number

ตัวเลข                                          คำพูดภาษาอินโดนีเซีย
0                                                                kosong
1                                                                satu
2                                                                dua
3                                                                tiga
4                                                               empat
5                                                               lima
 6                                                              enam
 7                                                              tujuh
 8                                                             delapan
 9                                                             sembilan
10                                                            sepuluh
11                                                            sebelas
12                                                           duabelas
 20                                                          duabelas
100                                                         seratus
1,000                                                      seribu
2,000                                                     duaribu







2)ทักษะ/ความรู้ที่ได้

1)ได้เรียนรู้ต่างๆของประเทศอินโดนีเซีย
2) เข้าใจและสามารถเปรีบยเทียบกับประเทศไทยได้
3) การวางแผนและมอบหมายงานอย่างเป็นระบบ
4) มีความรับผิดชอบ

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ





4)สรุป

                 อินโดนีเซีย หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย(อินโดนีเซีย:Republik Indonesia)เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปออสเตรเลีย และระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิกประเทศมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว (อินโดนีเซีย: กาลิมันตัน), ประเทศปาปัวนิวกินีบนเกาะนิวกินี (อินโดนีเซีย: อิเรียน) และประเทศติมอร์ตะวันออกบนเกาะติมอร์ 


ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
     ประเทศไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีต่อกันมาโดยตลอด และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อินโดนิเซียเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนเหมือนประเทศไทย และมีสำนักงานใหญ่ขององค์การอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตามีประชากรมาก

ภูมิอากาศ ลักษณะอากาศแบบศูนย์สูตรมีฝนตกชุกตลอดปี แต่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก (ประมาณ 24-30 องสาเซลเซียส) เพราะพื้นที่เป็นเกาะจึงได้รับอิทธิพลจากทะเลอย่างเต็มที่

ประชากร
จำนวนประชากร : 231,328,092 คน

เชื้อชาติ : เป็นชาวเกาะชวา 45% ชาวซุนดาน 14%, ชาวมาดูรีซ 7.5%, ชาวมลายู 7.5% และอื่นๆ อีก 26%



ภาษา : บาฮาซา อินโดนีเซีย เป็นภาษาราชการ(แปลงมาจากมาษามลายู), ภาษาอังกฤษ, ดัทช์, ภาษาท้องถิ่น ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือภาษาชวา





แฟ้มสะสมงาน
สัปดาห์ที่11
(21 สิงหาคม2560) 


1)กิจกรรม/เนื้อหาในสัปดาห์นั้นๆ

1)ข้อมูลของประเทศอินโดนีเซีย
2)การนำเสนองานหน้าชั้นเรียนรูปแบบ power point 

2)ทักษะ/ความรู้ที่ได้
1)ทราบข้อมูลพื้นฐานของประเทศอินโดนีเซีย
2)ได้ทักษะการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน

3)ภาพ/วิดีโอประกอบ



4)สรุป
  นำเสนอข้อมูลประเทศอินโดนีเซียในรูปแบบ power point 
1)ทราบข้อมูลของประเทศอินโดนีเซีย
2)การนำเสนองานหน้าชั้นเรียน

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

อาณาเขต
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) หรืออินโดนีเซีย เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ระหว่างคาบสมุทรอินโดจีนและทวีปออสเตรเลีย ทิศเหนือติดกับรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกติดกับปาปัวนิวกินีและมหาสมุทรแปซิฟิก และทิศตะวันตกติดกับช่องแคบมะละกาและมหาสมุทรอินเดีย มีพื้นที่ประมาณ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร (รวมทั้งส่วนที่เป็นแผ่นดินและผืนน้ำ) เป็นประเทศที่ให้ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งออกเป็น 5 เกาะใหญ่ คือ ชวา สุมาตรา กาลิมันตัน (บนเกาะบอร์เนียว) สุลาเวสี และอิเรียนจายา (ปาปัว)

ที่มาภาพ : http://www.thai-aec.com/

ธงชาติ





ที่มาภาพ : th.wikipedia.org/wiki/ประเทศอินโดนีเซีย

ธงชาติอินโดนีเซีย พื้นธงแบ่งเป็นสองส่วนตามแนวนอน โดยสีต่าง ๆ ของธง มีความหมาย ดังนี้ 1. สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ และอิสรภาพ
2. สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ยุติธรรม

เพลงชาติ
ชื่อเพลง : อินโดนีเซีย รายา (Indonesia Raya) แปลว่า “อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่”

เพลงชาติอินโดนีเซีย
Indonesia, tanah airku,
Tanah tumpah darahku.
Di sanalah aku berdiri,


Jadi pandu ibuku.
Indonesia, kebangsaanku,
Bangsa dan tanah airku.
Marilah kita berseru,
“Indonesia bersatul”


Hiduplah tanahku,
Hiduplah neg’riku,
Bangsaku, rakyatku, semuanya.
Bangunlah jiwanya,
Bangunlah badannya
Untuk Indonesia Raya.
(*ประสานเสียง)
Indonesia Raya, merdeka,
merdeka
Tanahku, neg’riku yang
kucinta.
Indonesia Raya, merdeka,
merdeka
Hiduplah Indonesia Raya.
(*ซ้ำ)




ตราแผ่นดิน
ที่มาภาพ : th.wikipedia.org/wiki/ประเทศอินโดนีเซีย


เมืองหลวง
จาการ์ตา (Jakarta)

ดอกไม้ประจำชาติ

กล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid)

ที่มาภาพ : http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=13166&filename=flood
ระบบการปกครอง

ที่มาภาพ : http://www.ahlulbait.org/~ahlulb/main/content.php?page=sub&category=44&id=166

การเมืองการปกครอง ปกครองแบบสาธารณรัฐแบบประชาธิปไตย มีประธานธิบดีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร
ระบบเศรษฐกิจ สกุลเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจและทรัพยากรที่สำคัญในอดีตเศรษฐกิจของอินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก แต่หลังเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันใน
ตลาดโลกอินโดนีเซียจึงหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ การกลั่นน้ำมัน การต่อเรือ ประกอบรถยนต์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้และแร่ธาตุต่างๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ดีบุก และเหล็ก
รวมทั้งมีภูมิประเทศที่เอื้อต่อการทำประมงจับสัตว์น้ำและทำเกษตรกรรม โดยปลูกพืชแบบขั้นบันได

สกุลเงิน คือ รูเปียห์ (Rupiah) ตัวย่อ IRD
อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 300 รูเปียห์ = 1 บาท

ประชากร ประมาณ 251.5 ล้านคน (พ.ศ. 2557) ส่วนใหญ่เป็นชาวชวา

ภาษาประจำชาติ ภาษาราชการ คือ ภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia)
การทักทาย ทักทายกันด้วยการยื่นมือทั้ง 2 ข้างมาสัมผัสกัน เรียกว่า “สลาม” ซึ่งเป็นการทักทายของศาสนาอิสลามยกเว้นผู้ชายกับผู้หญิงที่ไม่ควรสัมผัส
มือกัน

คำศัพท์ทั่วไป (Common expressions)

คำศัพท์ภาษาอินโดนีเซีย               คำอ่านภาษาอินโดนีเซีย                          คำแปล
Good morning Selamat pagi                   ซาลามัต ปากี                           สวัสดีตอนเช้า

Good afternoon Selamat siang/sore    ซาลามัตเซียง/ซาลามัตซอ          สวัสดีตอนกลางวัน

Good evening Selamat malam              ซาลามัต มาลัม                             สวัสดีตอนเย็น

Good night Selamat malam                   ซาลามัต มาลัม                               ราตรีสวัสดิ์

Bon appetite Selamat makan                   ซาลามัต มากัน                        ทานให้อร่อยนะ

How are you? Apa kabar?                     อปา กาบา                                     สบายดีไหม

(I'm) fine (Saya) baik                               ซายา ไบ                                          สบายดี

I'm from Thailand Saya dari Thailand      ซายา ดราริ ไทยแลนด์               ผมมาจากประเทศไทย
I can't speak Bahasa

Saya tidak bisa
bahasa Indonesia                               ซายา ติกา บิซา บาฮัลซา อินโดนีเซีย     ฉันพูดอินโดนีเซียไม่ได้

Thank you Terima kasih                        เตอริมา กาซิน                                          ขอบคุณ
You're welcome Sama-sama                    ซามา ซามา                                            ไม่เป็นไร
Please Silahkan                                     ซิลากัน                                                  โปรด / กรุณา
Please sit down Silahkan duduk             ซิลากัน ดุดู่                                          โปรด / กรุณานั่งลง
Please come in Silahkan masuk                ซิลากัน มาซุ                             โปรด / กรุณาเข้ามาข้างใน
Welcome Selamat datang                ซาลามัต ดาตัง                                              ยินดีต้อนรับ
Good bye Selamat tinggal/jalan            ซาลามัต ตริงกาซาลามัต ยาลัน                  ลาก่อน
Take care Hati-hati ฮาตี ฮาติ ดูแล
See you (later) Sampai jumpa (lagi)       ซัมไป่ จุมลาซัมไป่ ล่ากี่                    แล้วพบกันใหม่
My name is... Nama saya...                      นามา ซายา                                        ชื่อของฉันคือ
Sorry Maaf                                                    แมท                                                     ขอโทษ
What Kapan                                               กาปา                                                         อะไร
Why Mengapa                                         มังกาปาท                                                    ทำไม
Where Di mana                                        ดิ มานา                                                        ที่ไหน
How Bagaimana                                      บาไก๋มานา                                                  อย่างไร



ตัวเลข คำพูดภาษาอินโดนีเซีย
0 kosong
1 satu
2 dua
3 tiga
4 empat
5 lima
6 enam
7 tujuh
8 delapan
9 sembilan
10 sepuluh
11 sebelas
12 duabelas
20 duabelas
100 seratus
1,000 seribu
2,000 duaribu

ชุดประจำชาติ
เคบาย่า เป็นชุดประจำชาติ หญิง สวมเสื้อ “คาบาย่า” เสื้อแขนยาว คอแหลม ผ่าหน้าอกเข้ารูปยาวปิดสะโพก ปักฉลุลายลูกไม้ เข้ากับผ้าถุง ที่เป็นผ้าพื้นเมืองที่เรียกว่า “ปาเต๊ะ” หรือ “บาติก” โดยมีผ้าคล้องคอยาว และสวมรองเท้าแตะหรือส้นสูงแบบสากล

ชาย สวมเสื้อแบบบาติก คอปิด สวมหมวกคล้ายหมวกหนีบ นุ่งกางเกงขายาว หรือโสร่งสีและลวดลายเข้ากับหมวกสวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าหุ้มส้น หากเข้าพิธีสำคัญจะเหน็บกริชด้วย ซึ่งวิธีแต่งกายจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเกาะ









สัตว์ประจำชาติ




มังกรโคโมโด


ศาสนา ศาสนาอิสลาม

ศิลปะ (Art Show) วายัง ปูร์วา



วายัง ปูร์วา เป็นวัฒนธรรมการเชิดหุ่นเงาที่เก่าแก่ของอินโดนีเซีย ตัวหุ่นทำจากหนัง มีดวกไฟอยู่ใกล้ ๆ กับจอที่ทำจากผ้า เงาของหุ่นจะสะท้อนกับแสงไฟแล้วปรากฏภาพขึ้นบนจอ



ระบำบารอง อินโดนีเซีย





ระบำบารอง : ละครพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะบาหลี มีการใช้หน้ากากและเชิดหุ่นเป็นตัวละคร โดยมีการเล่นดนตรีสดประกอบการแสดง เป็น
เรื่องราวของการต่อสู้กันของ บารอง คนครึ่งสิงห์ ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายความดีกับรังดา พ่อมดหมอผีตัวแทนฝ่ายอธรรม โดยฝ่ายธรรมะจะได้รับชัยชนะในที่สุด



ผ้าบาติก อินโดนีเซีย




ผ้าบาติก หรือ ผ้าปาเต๊ะ : เป็นผ้าพื้นเมืองของอินโดนีเซีย ที่มีวิธีการทำโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีและใช้วิธีการแต้มระบาย หรือ ย้อมใน
ส่วนที่ต้องการให้ติดสี ผ้าบาติกนิยมใช้เป็นเครื่องแต่งกายของหนุ่มสาว โดยใช้เป็นผ้าโพกศีรษะชาย ผ้าคลุมศีรษะหญิง ผ้าทับกางเกงชาย และโสร่ง หรือผ่าที่ใช้นุ่งโดยการพันรอบตัว ซึ่งส่วนที่เรียกว่า "ปาเต๊ะ" คือ ส่วนที่ต้องนุ่งให้ตรงกับสะโพก โดยมีลวดลายสีสัน ต่างไปจากส่วนอื่น ๆ ในผ้าผืนเดียวกันนั่นเอง



แฟ้มสะสมงานสัปดาห์ที่12
(28 สิงหาคม  2560)
1.เนื้อหา/กิจกรรมในสัปดาห์นั้นๆ


ทักษะภาษาอังกฤษสำหรับวิชาชีพครู 


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม (Vocabulary Items Related to Culture) 

        Culture: Culture can be defined as all the ways of life including arts, beliefs and institutions of a population that are passed down from generation to generation. Culture has been called "the way of life for an entire society." As such, it includes codes of manners, dress, language, religion, rituals, games, norms of behavior such as law and morality, and systems of belief as well as the art.

          Cultured:   Showing good taste or manners

        Belief:    1. The mental act, condition, or habit of placing trust or confidence in another:  " My belief in you is as strong as ever."    2. Mental acceptance of and conviction in the truth, actuality, or validity of something:  " His explanation of what happened defies belief."    3. Something believed or accepted as true, especially a particular tenet or a body of tenets accepted by a group of persons.

        Ethics:   A system of accepted beliefs which control behavior, especially such a system based on morals.

      Values:   Beliefs of a person or social group in which they have an emotional investment (either for or against something).  "He has very conservatives values"

       Civilization:   The social process whereby societies achieve an advanced stage of development and organization

      Cultural specificities:   It's interesting to learn about cultural specificities of other countries

      Culturally acceptable:   It isn't culturally acceptable in some countries to blow your nose in public places.

      Cultural conflicts:   We should try hard to avoid cultural conflicts as they are a result of a misunderstanding.

       Cultural stereotypes:   A fixed idea that people have about what someone or something is like, especially an idea that is wrong.   Cultural stereotypes make our understanding of other cultures difficult.

       Cultural diversity:   The fact or quality of cultures of being diverse or different.   Cultural diversity should be considered as a source of enrichment rather a source of conflicts.

       Cultural uniqueness:   Culture/customs which make a country distinctive/different from other countries.

      Cultural misconceptions:   Mistaken thoughts, idea, or notion; misunderstandings about a culture. These are false ideas about a culture resulting from misunderstanding rather than from reality.

       Cultural shock:   A condition of confusion and anxiety affecting a person suddenly exposed to an alien culture or milieu. "The first time she went to Japan, Isabel got a huge culture shock."

       Racial behavior:   A behavior resulting from a belief that race accounts for differences in human character or ability and that a particular race is superior to others (racism or racialism.) " We may limit the danger of racial behavior if there is mutual understanding of different cultures."

        Local culture:   Local culture refer to the culture developed at the local level.

        Global culture:   Global culture refer to the culture developed at the global level through the new information technologies.

        Global village:   The entire world and its inhabitants. The world thought of as being closely connected by modern communication and trade and thus eliminating borders.
         Globalization:   Globalization in its literal sense is the process of transformation of local phenomena into global ones. It can be described as a process by which the people of the world are unified into a single society and function together. This process is a combination of economic, technological, sociocultural and political forces. Globalization is often used to refer to economic globalization, that is, integration of national economies into the international economy through trade, foreign direct investment, capital flows, migration, and the spread of technology.

         Stereotype:   A generalized perception of first impressions. Stereotypes, therefore, can instigate prejudice and false assumptions about entire groups of people, including the members of different ethnic groups, social classes, religious orders, the opposite sex, etc. A stereotype can be a conventional and oversimplified conception, opinion, or image, based on the assumption that there are attributes that members of the "other group" have in common.

2.ความรู้/ทักษะที่ได้รับ
1.การแปลความหมายของคำศัพท์ อังกฤษ-อังกฤษ
2.ความสามัคคี
3.ความรับผิดชอบ

3.ภาพ/วิดีโอประกอบ





4.สรุป
ครูควรมีทักษะพื้นฐานภาษาอังกฤษในเรื่องของวัฒนธรรม ในด้านต่างๆรู้คำศัพท์  ความหมายเพื่อใช้ในการสื่อสารและอธิบายในภาษกลางนั่นคือภาษาอังฤษได้ดี




แฟ้มสะสมงานสัปดาห์ที่13
(4กันยายน  2560)


1.เนื้อหา/กิจกรรมในสัปดาห์นั้นๆ

1. culture shock หน้า 53 ในเอกสารประกอบการสอน --อ่าน
2. ตั้งคำถาม + หาคำศัพท์
3. mind mapping
  Culture shock 
      Culture shock is an experience a person may have when one moves to a cultural environment which is different from one's own; it is also the personal disorientation a person may feel when experiencing an unfamiliar way of life due to immigration or a visit to a new country, a move between social environments, or simply transition to another type of life. One of the most common causes of culture shock involves individuals in a foreign environment. Culture shock can be described as consisting of at least one of four distinct phases: honeymoon, negotiation, adjustment, and adaptation.   Common problems include: information overload, language barrier, generation gap, technology gap, skill interdependence, formulation dependency, homesickness (cultural), infinite regress (homesickness), boredom (job dependency), response ability (cultural skill set). There is no true way to entirely prevent culture shock, as individuals in any society are personally affected by cultural contrasts differently. Culture shock generally moves through four different phases: honeymoon, frustration, adjustment and acceptance. While individuals experience these stages differently and the impact and order of each stage varies widely, they do provide a guideline of how we adapt and cope with new cultures. 1. Honeymoon During this period, the differences between the old and new culture are seen in a romantic light. For example, in moving to a new country, an individual might love the new food, the pace of life, and the locals' habits. During the first few weeks, most people are fascinated by the new culture. They associate with nationals who speak their language, and who are polite to the foreigners. Like most honeymoon periods, this stage eventually ends. 2. Negotiation After some time (usually around three months, depending on the individual), differences between the old and new culture become apparent and may create anxiety. Excitement may eventually give way to unpleasant feelings of frustration and anger as one continues to experience unfavorable events that may be perceived as strange and offensive to one's cultural attitude. Language barriers, stark differences in public hygiene, traffic safety, food accessibility and quality may heighten the sense of disconnection from the surroundings. While being transferred into a different environment puts special pressure on communication skills, there are practical difficulties to overcome, such as circadian rhythm disruption that often leads to insomnia and daylight drowsiness; adaptation of gut flora to different bacteria levels and concentrations in food and water; difficulty in seeking treatment for illness, as medicines may have different names from the native country's and the same active ingredients might be hard to recognize. Still, the most important change in the period is communication: People adjusting to a new culture often feel lonely and homesick because they are not yet used to the new environment and meet people with whom they are not familiar every day. The language barrier may become a major obstacle in creating new relationships: special attention must be paid to one's and others' culture-specific body language signs, linguistic faux pas, conversation tone, linguistic nuances and customs, and false friends. In the case of students studying abroad, some develop additional symptoms of loneliness that ultimately affect their lifestyles as a whole. Due to the strain of living in a different country without parental support, international students often feel anxious and feel more pressure while adjusting to new cultures—even more so when the cultural distances are wide, as patterns of logic and speech are different and a special emphasis is put on rhetoric. 3. Adjustment Again, after some time (usually 6 to 12 months), one grows accustomed to the new culture and develops routines. One knows what to expect in most situations and the host country no longer feels all that new. One becomes concerned with basic living again, and things become more "normal". One starts to develop problem-solving skills for dealing with the culture and begins to accept the culture's ways with a positive attitude. The culture begins to make sense, and negative reactions and responses to the culture are reduced. 4. Adaption In the mastery stage individuals are able to participate fully and comfortably in the host culture. Mastery does not mean total conversion; people often keep many traits from their earlier culture, such as accents and languages. It is often referred to as the bicultural stage.

2.ความรู้และทักษะที่ได้
1การแปลความหมาย
2.การอ่านออกเสียง

3.ภาพ/วิดีโอประกอบ





4.สรุป
อาการของ Culture Shock ก็มีแบ่งเป็นระยะได้ เริ่มตั้งแต่
ระยะแรก ใหม่ๆ แรก ๆ อะไรก็ดีไปหมด จะรู้สึกชอบทุก ๆ อย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัว ตื่นเต้นกับบ้านใหม่ อะไรมันจะสะดวกสบายขนาดนั้น รู้สึกตัวเองมีอิสระ เสรี และมีความสุขกับกับโลกใบใหม่นี้จริงๆเลยนะ ไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ไม่เบื่อ ตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสองอาทิตย์แรกที่ไปถึง
ระยะที่สอง ความคุ้นเคยจะเข้ามาเยือน เราจะเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว บวกกับความเหงา เดียวดาย เริ่มจะไม่ชอบการอยู่คนเดียว คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงอาหารไทย นี้เลยคะอาการเริ่มแรก ของโฮมซิก หรือ อาการคิดถึงบ้านใจจะขาดนั้นเอง จะเริ่มตั้งแต่เกลียดเมืองที่อยู่อาศัยเอง เกลียดประเทศที่มาอยู่อาศัย เกลียดผู้คนรอบ ๆ ตัว เกลียดอพาร์ทเม้นต์ที่อยู่อาศัย เกลียดทุก ๆ อย่างในประเทศนี้ ระยะนี้แหละที่จัดได้ว่าเป็นระยะอันตราย ถ้ารอดจากระยะนี้ได้ก็สบายได้เป็นนักเรียนนอกแน่ แต่ถ้าไม่รอดก็โบกมือ บ้าย บาย จิงโจ้กลับไปกินส้มตำที่บ้านแน่นอน
ระยะที่สาม สุดท้าย และตลอดไป นั่นหมายถึงว่านายแน่มากที่ผ่านระยะที่สองมาได้ เราจะเริ่มปรับยอมรับกับทุก ๆ สิ่งที่อยู่รอบข้างรู้จักเพื่อนใหม่ๆ การเรียนที่เริ่มจะดูจริงจังมากขึ้น บ้างก็ได้งานทำ เริ่มใช้เหตุผลในการใช้ชีวิตมากขึ้น ประมาณว่า Life must go on และจะเริ่มมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น บ้างก็เลยไปถึงระยะที่สี่คือระยะไม่อยากกลับบ้าน เห็นอะไรที่เมืองไทยไม่ดีไปหมด อยากอยู่ออสเตรเลียจนตายก็มี อย่าเลยนะพ่อแม่รออยู่



แฟ้มสะสมงานสัปดาห์ที่14

(11กันยายน  2560)


1.เนื้อหา/กิจกรรมในสัปดาห์นั้นๆ
1)  review_culture_shock
2)แจ้งแนวข้อสอบ
2.ความรู้และทักษะที่ได้
1)การเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ
2)ทักษะการแปลความหมายจาก ภาษาอังกฤษ-ไทยจากบทความ

3.ภาพ/วิดีโอประกอบ


4.สรุป

อาการของ Culture Shock ก็มีแบ่งเป็นระยะได้ เริ่มตั้งแต่
ระยะแรก ใหม่ๆ แรก ๆ อะไรก็ดีไปหมด จะรู้สึกชอบทุก ๆ อย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัว ตื่นเต้นกับบ้านใหม่ อะไรมันจะสะดวกสบายขนาดนั้น รู้สึกตัวเองมีอิสระ เสรี และมีความสุขกับกับโลกใบใหม่นี้จริงๆเลยนะ ไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ไม่เบื่อ ตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสองอาทิตย์แรกที่ไปถึง
ระยะที่สอง ความคุ้นเคยจะเข้ามาเยือน เราจะเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว บวกกับความเหงา เดียวดาย เริ่มจะไม่ชอบการอยู่คนเดียว คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงอาหารไทย นี้เลยคะอาการเริ่มแรก ของโฮมซิก หรือ อาการคิดถึงบ้านใจจะขาดนั้นเอง จะเริ่มตั้งแต่เกลียดเมืองที่อยู่อาศัยเอง เกลียดประเทศที่มาอยู่อาศัย เกลียดผู้คนรอบ ๆ ตัว เกลียดอพาร์ทเม้นต์ที่อยู่อาศัย เกลียดทุก ๆ อย่างในประเทศนี้ ระยะนี้แหละที่จัดได้ว่าเป็นระยะอันตราย ถ้ารอดจากระยะนี้ได้ก็สบายได้เป็นนักเรียนนอกแน่ แต่ถ้าไม่รอดก็โบกมือ บ้าย บาย จิงโจ้กลับไปกินส้มตำที่บ้านแน่นอน
ระยะที่สาม สุดท้าย และตลอดไป นั่นหมายถึงว่านายแน่มากที่ผ่านระยะที่สองมาได้ เราจะเริ่มปรับยอมรับกับทุก ๆ สิ่งที่อยู่รอบข้างรู้จักเพื่อนใหม่ๆ การเรียนที่เริ่มจะดูจริงจังมากขึ้น บ้างก็ได้งานทำ เริ่มใช้เหตุผลในการใช้ชีวิตมากขึ้น ประมาณว่า Life must go on และจะเริ่มมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น บ้างก็เลยไปถึงระยะที่สี่คือระยะไม่อยากกลับบ้าน เห็นอะไรที่เมืองไทยไม่ดีไปหมด อยากอยู่ออสเตรเลียจนตายก็มี อย่าเลยนะพ่อแม่รออยู่


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

งานที่1